ริ้วรอยตัวร้ายมาจากไหน
    ริ้วรอยบนใบหน้าเปรียบเสมือนไมล์วัดประสบการณ์ที่สาวๆ หวาดหวั่นเกิดจาก 2 ตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผลริ้วรอยแตกต่างกัน คือ

  • ริ้วรอยจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เกิดจากการแสดงอารมณ์ของใบหน้าที่ทำให้กล้ามเนื้อต้องหดและเกร็งตัวไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ ขมวดคิ้ว เมื่อแสดงอารมณ์บ่อยๆ จึงมีโอกาสที่จะทำให้เกิดริ้วรอยมากขึ้น และจะเห็นได้ชัดบริเวณรอบดวงตา หางตา หน้าผาก และหัวคิ้ว 
  • ริ้วรอยจากผิวเสื่อมสภาพ เมื่ออายุมากขึ้นผิวจะอ่อนแอลง ปริมาณคอลลาเจน กรดไฮยาลูโรนิกและน้ำในชั้นหนังแท้ก็ลดลงตามไปด้วย เป็นเหตุให้ผิวหย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอยง่ายขึ้น แม้จะเป็นผู้ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้านัก ริ้วรอยนี้พบมากบริเวณร่องแก้ม
    มุมปาก ร่องจมูก และบริเวณรอยแผลเป็น


รักษา “ริ้วรอย” ให้ตรงจุด
    เมื่อเกิดริ้วรอยหลายคนมักให้ความสนใจไปที่นวัตกรรมลดเลือนริ้วรอยว่าจะช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ได้มากน้อยเพียงใดและจะมีวิธีใดบ้าง เรามีข้อมูลที่น่าสนใจมาฝากค่ะ 
    วิธีแรก การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum toxin-A) เน้นแก้ปัญหามัดกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าที่หดเกร็งให้คลายตัว โดยใช้สารชีวภาพสกัดจากเชื้อ Clostridium Botulinum เพื่อคลายกล้ามเนื้อ แก้ริ้วรอยที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ รอยย่นหน้าผาก รอยตีนกา รอยย่นบริเวณหัวคิ้ว
มีผลการวิจัยมากมายบอกถึงความปลอดภัยของการฉีดโบท็อกซ์ว่าไม่ทำให้เกิดการแพ้หรืออันตรายที่น่ากลัว แต่มีข้อควรระวังต้องฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์เท่านั้น เพราะอาจมีผลข้างเคียงเฉพาะที่ เช่น หนังตาตก หน้าไม่สมส่วน เลือดออกในบริเวณที่ฉีด และมีผลให้กลืนอาหารลำบากได้
    การฉีดโบท็อกซ์เพื่อแก้ริ้วรอยจะเห็นผลทันทีและคงอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน หลังจากนั้นริ้วรอยจะค่อยๆ กลับมาปรากฏอีก จึงทำให้ต้องฉีดซ้ำ ทั้งนี้ไม่ควรฉีดติดต่อกันและควรเว้นช่วงการฉีดอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อไม่ให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้าน สำหรับผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร และผู้ที่เป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงห้ามฉีดเพราะอาจมีผลกระทบได้
    วิธีที่ 2 เน้นแก้ไขริ้วรอยจากผิวเสื่อมสภาพ ด้วยการฉีดสารเข้าไปทำให้ผิวเต่งตึงและการกระตุ้นผิวให้กลับมาแข็งแรงมากขึ้น

  • ฟิลเลอร์ (Filler) คือ การฉีดสารเติมเต็มให้ผิวเต่งตึงด้วยสารสกัด เพื่อช่วยให้ริ้วรอยและรอยแผลเป็นที่มีร่องลึกดูตื้นขึ้น โดยมีสารที่ใช้ฉีด 2 ชนิด คือ
    คอลลาเจน (Collagen) เพื่อชดเชยเส้นใยโปรตีนในชั้นหนังแท้ โดยต้องฉีดสารในผิวหนังชั้นลึก เพราะคอลลาเจนที่ใช้เป็นสารสกัดจากหนังแท้ของวัวมีลักษณะข้นหนืด หากฉีดตื้นเกินไปจะทำให้เป็นก้อนแข็งใต้ผิว และขณะฉีดจะค่อนข้างเจ็บและอาจมีอาการบวม ปวด หรือคันบริเวณที่ฉีด แต่มีข้อดีที่อยู่ได้นานประมาณ 5 ปี 
    กรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic acid) มีลักษณะเหลวกว่า จุดเด่นคือ ช่วยให้ผิวดูเนียนนุ่มมีน้ำมีนวล เพราะสารตัวนี้มีคุณสมบัติในการอุ้มน้ำ แต่อยู่ได้นานประมาณ 6-12 เดือน
    ทั้งนี้การเลือกฉีดสารใดนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้รับการรักษาเป็นสำคัญ
  • เลเซอร์ (Laser) เป็นวิธีที่นำนิยมในกระตุ้นผิวให้กลับคืนความแข็งแรงด้วยการยิงแสง
    เลเซอร์เพื่อทำให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังอุ่นขึ้นเป็นการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนังแท้ตามธรรมชาติ ทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรงขึ้น

    ข้อดีของการรักษาด้วยเลเซอร์ คือ คอลลาเจนที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจะสลายตัวช้าจึงไม่จำเป็นต้องทำต่อเนื่อง แต่มีข้อจำกัดคือเห็นผลช้าและหลังการทำต้องหลีกเลี่ยงแสงแดดประมาณ 1 สัปดาห์ ในคนผิวคล้ำอาจเกิดรอยไหม้ได้ง่ายเนื่องจากแสงเลเซอร์ทำปฏิกริยากับเม็ดสี
  • การทำเซลล์บำบัด (Cell Therapy) เป็นนวัตกรรมน้องใหม่ของการลดริ้วรอยที่เริ่มเป็นที่
    รู้จักมากขึ้น โดยนำเซลล์ตัวอ่อนซึ่งทำหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจนในร่างกายคนเรามาเพาะเลี้ยง แล้วฉีดกลับเข้าไปใหม่เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพกลับมาทำงานได้ดีดังเดิม แต่เนื่องจากวิธีนี้มีต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงจึงมีการนำเซลล์ตัวอ่อนจากแหล่งอื่น เช่น รกหรือตับของสัตว์ ผสมกับวิตามินและสารสกัดจากพืชมาใช้แทน วิธีนี้ต้องฉีดติดต่อกัน 4-5 สัปดาห์ และเว้นช่วง1-3 เดือนต่อครั้งจึงจะเห็นผล

    ที่สำคัญ ไม่ว่าคุณจะเลือกรักษาด้วยนวัตกรรมใด ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียง

    อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมีนวัตกรรมใหม่ที่ช่วยลดริ้วรอยมากเพียงใด การดูแลตัวเองด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเยอะๆ และพักผ่อนให้เพียงพอ น่าจะเป็นหนทางที่ช่วยให้ผิวสวยอยู่กับเราได้นานแล้วค่ะ

 

อ่านเพิ่มเติมในคอลัมน์ Beauty นิตยสาร Health & Cuisine ปีที่ : 10 ฉบับที่ : 114 เดือน : กรกฎาคม 2553